ครูสาวในร้านกาแฟ

เราได้งานเป็นติวเตอร์ให้นักเรียนม. 6 เรียนเป็นกลุ่ม 3 คน โดยเราได้งานจากนายหน้า เราก็เลยไม่รู้จักเด็กมาก่อน เราเลือกมาสอนเพราะตอนนั้นเรากำลังหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บวกกับกำลังสนใจอาชีพครู อาจทำอาชีพนี้เมื่อเรียนจบไป

พอเราบอกแม่ว่าเราได้นักเรียนแถวบ้าน ไม่ต้องเดินทาง แม่ก็สนับสนุน คือมันใกล้บ้านมากจริง ๆ นั่งรถเมล์แป๊บเดียว แต่ถ้าวันไหนรถติด ก็นั่งแท็กซี่จากรถไฟฟ้าแค่ 50 บาท

เมื่อวันสอนวันแรกมาถึง เรานัดกับนักเรียนที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเซ็นทรัลบางนา ปรากฏว่ามีนักเรียนมาแค่ 2 คน อีกคนไปธุระต่างจังหวัดกับพ่อแม่ เราก็ลองสอนไป น้องสองคนไม่มีพื้นฐานไวยากรณ์เลย ลืมเติม s/es  ที่ verb ใน present simple อุตลุดหมด เพราะอธิบายว่าเพราะประธานเป็นเอกพจน์ ก็ไม่เข้าใจว่าเอกพจน์คืออะไร แต่น้องสองคนก็ยังพอรู้คำศัพท์บ้าง เพราะเคยเรียนกวดวิชาตามสถาบันพอจะได้คำศัพท์ โดยเฉพาะสถาบันที่สอนให้ร้องเพลงท่องศัพท์ไปด้วย จริง ๆ น้องอยากให้ตะลุยข้อสอบ แต่น้องทำได้แค่ 25-28/100 เกือบทุกครั้ง ทำให้เราต้องแจกชีทสรุปเนื้อหาสอนเสริมเข้าไป น้องก็หงุดหงิดมาก บ่นว่าแกรมมาร์น่าเบื่อ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่เราพูดเลย

พอสัปดาห์ต่อมา น้องคนที่สามก็มานั่งเรียนด้วย แต่กลายเป็นว่าบรรยากาศการเรียนไม่ดี เพราะน้องคนที่สามมาชวนเด็กอีกสองคนคุยเล่น จับหน้าจับผมกัน แหย่กัน เราก็ไม่กล้าดุเพราะเพิ่งมาสอนได้ไม่กี่ครั้ง น้อง ๆ อ้างว่ามานั่งร้านกาแฟต้องสั่งขนม พนักงานจะได้ไม่ไล่ เราก็เลยสอนไป ถามน้อง น้องก็ไม่ค่อยตอบ น้อง ๆ ก็กินและหัวเราะหัวใคร่ตลอดเวลาเหมือนกินป็อปคอร์นกับน้ำอัดลมในโรงหนัง

และแล้วน้องคนที่สามก็ถอนตัวไป เพราะน้องขี้เกียจตื่นมาเรียน บ้านน้องอยู่หลังเซ็นทรัลบางนานี่เอง แต่ก็ขี้เกียจตื่นมา นัดเวลาเรียนบ่ายสอง น้องมาถึงเซ็นทรัล 13.55 น. แต่กว่าจะขึ้นมาก็ 15.00 น. เพราะยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ขอกินไก่ทอดก่อน พอจะเริ่มสอน น้องอีกสองคนก็บอกให้รอเพื่อนก่อน เราก็บอกว่าเรารอแค่ครึ่งชั่วโมงนะ เพราะเรามีนัดต่อตอนเย็นเหมือนกัน น้องสองคนก็โอเค ก็เท่ากับเราเริ่มสอน 14.30 น. น้องคงไม่พอใจเราแหละ ให้รอตามใจน้องก็ไม่ไหว สุดท้ายน้องก็ถอนตัวไป เหลือแต่เด็กที่ตรงเวลา

เราก็สอนไปเรื่อย ๆ จนใกล้ปิดคอร์ส เราสอนช่วงตุลาคม ช่วงปิดเทอมเล็กก่อนเปิดเทอม พอใกล้เปิดเทอมน้องสองคนที่เคยน่ารักก็เริ่มแผลงฤทธิ์ พูดจาไม่ดีกับเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำแบบเราอย่างนี้ทำไม เด็กเริ่มเถียงทุกคำที่สอน บอกว่าเราเฉลยผิด ไม่เหมือนคีย์ที่เรียนพิเศษ ทั้งที่มันมีคำตอบที่ชัดเจนว่าต้องตอบแบบนี้ แต่เด็กคิดว่าการเถียงจะทำให้ได้คะแนนมากขึ้น เราไม่ได้เฉลยตามคีย์อย่างเดียว เราลองตรวจสอบคำตอบเองด้วย เราเลยมั่นใจว่าไม่ได้เฉลยผิด น้องท้วงหลายข้อมาก ๆ ด้วยความสิ้นหวังเต็มที่เหมือนอยากเปลี่ยน 25 คะแนน ให้เป็น 35 คะแนน จนเราเหลืออดต้องพูดกับน้องว่า เก่งหรือไม่เก่งมันฝึกฝนกันได้ แต่การที่ไม่ยอมรับความจริง จะไม่ไปไหน อยู่ที่เดิมไม่เก่งขึ้น เวลาสอบจริง ๆ แล้ว น้องจะใช้วิธีให้อาจารย์ตรวจใหม่เพื่อหวังว่าจะมีข้อที่โจทย์ผิด ปล่อยผีหนึ่งข้อแล้วได้คะแนนตกมาจากฟ้า แต่หนึ่งคะแนนที่น้องได้มา มันไม่ได้ช่วยให้น้องเข้าคณะที่อยากเรียนได้เลย เพราะคนอื่นก็ต้องได้คะแนนข้อฟรีเหมือนกัน ต้องหันมามองตัวเองเพื่อปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่โทษอาจารย์ผิด ข้อสอบผิด ชีวิตตัวเองถูกกลั่นแกล้งรังแก ที่น้องทำไม่มีสัมมาคารวะเลย

การดุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้น้องกลัวหรือมีความเคารพมากขึ้น มันกลับโหมไฟความโกรธให้มากขึ้น หลังจากนั้นก็จะเป็นการกลั่นแกล้งป่วนคลาส ชวนเพื่อนอีกคนเป่าน้ำกาแฟใส่กระดาษ ดื่มกาแฟแล้วหกใส่ชีท แล้วมาขอชีทใหม่กับครู เราบอกไม่มี น้องก็อวดเบ่งว่าจะจ่ายให้ ให้ครูลงไปถ่ายเอกสารที่ร้านถ่ายรูป เราก็ไม่ยอม ถึงเราจะรับเงินค่าสอน แต่เราไม่ใช่ลูกจ้าง เราเป็นครู เราก็บอกว่าเราไม่ได้เป็นคนผิด ถ้าจะไม่มีชีทเรียนก็ให้โทษตัวเองที่เลินเล่อ ฟังและหากระดาษทดจดเอาแล้วกัน มันเกินไปจริง ๆ นะให้คนเป็นครูไปซีร็อกส์ชีทใหม่ให้เหมือนเป็นเบ๊ ใครจะไปยอม

เราสอนตามเวลาที่ตกลงกันไว้ และนานหลายปีเหมือนกันกว่าเราจะมารับงานสอนอีกครั้ง รู้สึกขยาดกับการต้องมารับมือเด็กแสบ โอกาสหน้าเราจะมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับการสอนของเราอีก อยากให้ติดตามเอาไว้นะคะ

 

รับบทความก่อนใคร เพียงกรอกอีเมล์ด้านล่างนี้

ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบ ก่อนแสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับผู้เขียน
บทความล่าสุด
Nov 25, 2021, 8:38 PM - แพรพราว