ทำความรู้จัก "วัคซีนไฟเซอร์"

จากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในตอนนี้และยังคงมียอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มวัคซีนมากยิ่งขึ้น หลังจากได้นำเข้าวัคซีนมาแล้ว 2 ตัว อย่างวัคซีนซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า ที่ได้เริ่มฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.พ ที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีน้อยและที่สำคัญมีความล่าช้าเกินไปทำให้ไม่ทันต่อการควบคุมโรคระบาดได้

ทำให้ทางรัฐบาลเร่งหาวัคซีนตัวใหม่มาเพิ่มและมีวัคซีนที่ชื่อว่าไฟเซอร์ วัคซีนจากสัญชาติเยรมันและได้มีการตกลงซื้อวัคซีนไฟเซอร์ประมาณ 10 - 20 ล้านโดส สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ถือเป็นวัคซีนตัวที่ 3 ที่มีการนำเข้ามาใช้ภายในประเทศไทย เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด 19 วัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer - covid vaccine) หรือมีชื่อที่ใช้เรียกเป็นทางการว่า BNT16b2 ซึ่งคิดค้นโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) โดยได้จับมือกับบริษัทสัญชาติเยรมันชื่อไอโบเอ็นเท็ค (BionTech) เป็นวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม ถือเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เคยใช้ในการพัฒนาวัคซีนชนิดป้องกันอีโบล่า ได้ใช้สารของพันธุกรรมไวรัสซาร์ส - โควี - 2 ในการผลิต

เรื่องที่ควรรู้ก่อนฉีดไฟเซอร์

1. ฉีดอย่างไร

- ฉีด 2 เข็ม

- ฉีดเข็มที่ 2 ควรห่างจากเข็มแรก 21 วัน

2. ใครที่ควรฉีด

- ผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เพียงเล็กน้อย

3. ใครที่ไม่ควรฉีด

- คนที่มีอาการแพ้ หรือคนที่เป็นโรคภูมิแพ้

- คนที่แพ้โพลี เอทิลีนไกคอล และพอลิซอร์เบต

ผลข้างเคียงหลังฉีดไฟเซอร์

- มีไข้ หนาวสั่น

- ปวดหัว

- อ่อนเพลีย

- มีอาการปวด บวม บริเวณที่ฉีดวัคซีน

ถึงจะมีวัคซีนตัวที่ 3 แล้วแต่จำนวนของวัคซีนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ก็ยังไม่ครบ โดยทางรัฐบาลได้ตั้งเป้าของวัคซีนไว้ที่ 100 ล้านโดสของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอทางรัฐบาลจึงได้มีการเพิ่มจำนวนวัคซีนเป็น 150 ล้านโดส เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรในประเทศไทยเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของ covid 19 และที่สำคัญเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย

รับบทความก่อนใคร เพียงกรอกอีเมล์ด้านล่างนี้

ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบ ก่อนแสดงความคิดเห็น