สปอยหนังเรื่อง 12 Mighty Orphans (2021) ผู้เกรียงไกรแห่งไมตี้ไมต์ส

สปอยหนังเรื่อง 12 Mighty Orphans (2021) ผู้เกรียงไกรแห่งไมตี้ไมต์ส

เนื้อเรื่อง

รัสตี้ ชายวัยกลางคน นำครอบครัวมายังเมืองชนบทแห่งหนึ่ง เค้าได้ขับรถนำภรรยาชื่อ ฮวนนิต้า และลูกสาวชื่อ เบตตี้ มายังโรงเรียนเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อถึงโรงเรียน แฟรงค์ คนที่ดูแลโรงเรียนมาต้อนรับรัสตี้ รัสตี้จึงแนะนำตัวว่า เค้าจะมาเป็นครูสอนที่นี่ และภรรยาของเค้า เป็นครูสอนภาษาอังกฤษเช่นกัน ขระที่คุยกันอยู่ นายอำเภอนำวัยรุ่นชายคนหนึ่งมาส่งให้แฟรงค์ ชายวัยรุ่นคนดังกล่าวชื่อ ฮาร์ดี้ แฟรงค์จึงให้เด็กๆพาฮาร์ดี้ไปล้างเนื้อตัว หลังจากนั้น แฟรงค์นำครอบครัวรัสตี้มายังห้องพัก ซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก แต่รัสตี้ก็อยู่ได้

เช้าวันต่อมา รัสตี้ไปพบกับฮอล แพทย์ของโรงเรียน ฮอลแนะนำตัวและบอกว่า เค้าเป็นคนแนะนำให้ผู้อำนวยโรงเรียนนำรัสตี้มาสอนที่นี่ และให้รัสตี้มาเป็นโค้ชอเมริกันฟุตบอลของที่นี่ ระหว่างที่ทั้ง 2 สนธนากัน ทั้ง 2 ได้ยินเสียงวัยรุ่นชกต่อยกัน ทั้ง 2 จึงรีบไปห้ามเด็กๆ ซึ่งมีฮาร์ดี้เป็นคนชกต่อย รัสตี้จึงชวนเด็กๆที่มีเรื่อง มาเล่นฟุตบอล เค้าจะเป็นโค้ชให้ ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน รัสตี้สอนเด็กๆให้เล่นฟุตบอล ทั้งๆที่ไม่มีทั้งอุปกรณ์และรองเท้า อีกทั้งมีลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียว แต่เค้าก็สอนให้เด็กๆให้รู้จักกีฬานี้ ตอนแรกเด็กๆไม่เข้าใจการเล่น ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งฮาร์ดี้เป็นคนก่อเรื่อง รัสตี้จึงทำโทษฮาร์ดี้ โดยให้ไปวิ่งจนกว่าจะวิ่งไม่ไหว แล้วเค้าบอกให้เด็กคนอื่นไปพักผ่อน เวลาผ่านไป รัสตี้ยืนคุยเรื่อยเปื่อยกับฮอล ฮอลเห็นว่าฮาร์ดี้วิ่งไม่ไหวแล้ว เค้าจึงบอกให้รัสตี้ไปบอกให้ฮาร์ดี้หยุดวิ่ง รัสตี้จึงไปบอกฮาร์ดี้หยุด แล้วให้ไปพักผ่อน

วันต่อมา ผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกรัสตี้เข้าพบ และแจ้งว่า เด็กที่จะลงแข่งอเมริกันฟุตบอลในลีกได้นั้น ต้องผ่านแบบทดสอบความรู้ รัสตี้จึงบอกเรื่องนี้กับเด็กๆ แล้วตั้งใจติวเด็กๆ เมื่อถึงวันสอบ เด็กๆทุกคนตั้งใจทำข้อสอบอย่างมาก เมื่อถึงวันประกาศผล มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่า โรงเรียนนี้ มีเด็กผ่านการทดสอบ 12 คน ทำให้เด็กทั้ง 12 คนดีใจอย่างมาก รัสตี้จึงทำการฝึกซ้อมเด็กๆทั้ง 12 คนต่อไป

เวลาผ่านไปไม่นาน รัสตี้และฮอลต้องไปยังศาลของเมือง เพราะพวกเค้าได้รับแจ้งข้อหาว่า โรงเรียนเด็กกำพร้าไม่สามารถลงแข่งในลีกได้ เพราะโรงเรียนมีนักเรียนไม่ถึง 500 คน ฮอลจึงบอกให้คนห้องประชุม เปิดระเบียบข้อหนึ่งในหนังสือ ซึ่งแจ้งไว้ว่า ถ้าโรงเรียนไหน มีเด็กไม่ถึง 500 คน ให้โค้ชในลีกโหวต เป็นการตัดสินใจ เมื่อได้รับผลโหวตแล้ว รัสตี้และฮอลจึงกลับมาโรงเรียน เด็กทั้ง 12 คิดว่าตนเองไม่ได้ไปเล่นในลีกแน่ๆ เมื่อรัสตี้และฮอลกลับถึงโรงเรียน รัสตี้จึงแจ้งว่า ผลโหวตออกมาว่า เราได้ร่วมแข่งในลีกของโรงเรียนมัธยม ทำให้ทุกคนดีใจอย่างมาก

และแล้วก็มาถึงนัดแรกของฤดูกาล โรงเรียนเด็กกำพร้าต้องเจอกับโรงเรียนโปลิเทค โรงเรียนฝีมืออันดับต้นๆของรัฐ ซึ่งจะมีคนลงแข่งได้ทีมละ 11 คน ฮาร์ดี้ที่ไปหาเรื่องคู่แข่ง ทำให้ถูกปรับฟาวล์ รัสตี้จึงให้ฮาร์ดี้เป็นตัวสำรอง ครึ่งแรก ทีมโรงเรียนเด็กกำพร้าทำคะแนนไม่ได้เลย จนเมื่อถึงครึ่งหลัง ใกล้จบเกมส์ มีคนในทีมบาดเจ็บ รัสตี้จึงให้ฮาร์ดี้ลงแข่ง ฮาร์ดี้บอกให้เพื่อนๆส่งลูกบอลมาให้เค้า เมื่อฮาร์ดี้ได้ลูกบอล เค้าวิ่งกระแทกและฝ่าคู่แข่งไปได้ทั้งหมด แล้วทำทัชดาวแรกให้กับทีม แต่กรรมการแจ้งว่า มีคนในทีมฮาร์ดี้ทำฟาวล์ก่อน ทำให้ไม่ได้คะแนน ฮาร์ดี้โมโหมาก เข้าไปทะเลาะกับเพื่อนร่วมทีม

หลังจากวันนั้น ขณะที่รัสตี้นั่งเล่นกับเบตตี้ เบตตี้ได้วาดแผนการบุกใหม่ รัสตี้เห็นว่า แผนการบุกนี้น่าจะใช้ได้ผล เค้าจึงไปบอกให้เด็กๆไปฝึกตามแผนการนี้ แล้วพูดปลุกใจว่า เราแค่แพ้นัดแรกเอง ยังมีนัดอื่นอีก ซึ่งแผนการบุกแบบใหม่นั้น คือการกระจายตัวผู้เล่นไปทั่วสนาม เพื่อให้โจมตีได้รวดเร็ว แผนการนี้ เหมาะกับทีมของรัสตี้มาก เพราะเด็กๆตัวเล็ก แล้วมีความเร็วสูง ทำให้บุกได้อย่างรวดเร็ว

นัดต่อมา ทีมเด็กกำพร้าลงแข่งนัดที่ 2 ผู้ชมต่างพูดกันว่า ยังไงทีมเด็กกำพร้าก็แพ้แน่ๆ แต่เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น แผนการโจมตีรูปแบบใหม่ ทำให้ทีมเด็กกำพร้าสามารถทำทัชดาว และเอาชนะได้ในที่สุด ผู้ชมต่างตกตะลึงกันมาก และทำให้ทีมเด็กกำพร้าเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากนั้น มีนักข่าวมาสัมภาษณ์รัสตี้ แต่รัสตี้ไม่สนใจ นักข่าวจึงโมโหมาก

มีวันหนึ่ง ขระที่รัสตี้คุยกับเด็กๆในหอนอน ทันใดนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา แล้วถามหาชื่อ ซีดี เด็กๆงงมากว่า ซีดีคือใคร วีตี้จึงออกมา แล้วบอกว่า เค้านี่แหละซีดี หญิงคนดังกล่าวบอกว่า แม่มารับลูกกลับบ้าน ตั้งแต่ให้ลูกมาอยู่ที่นี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แม่เสียใจมาก แต่วีตี้ปฏิเสธ แม่วีตี้จึงตบหน้าวีตี้ แล้วเดินออกไป

 โรงเรียนเด็กกำพร้าลงแข่งขันไปเรื่อยๆ ด้วยแผนการบุกและตั้งรับแบบใหม่ ที่รัสตี้คิดค้นขึ้นมา ทำให้พวกเค้าชนะได้เรื่อยมา จนมาถึงรอบรองชนะเลิศ พวกเค้าต้องเจอกับโรงเรียนโปลิเทคอีกครั้ง ทั้ง 2 ทีมต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สุดท้าย ทีมเด็กกำพร้าสามารถเอาชนะโรงเรียนโปลิเทคได้

หลังชนะรอบรองชนะเลิศ มีคืนหนึ่ง สน๊อกแอบมองผู้หญิงในโรงเรียน แฟรงค์มาเห็นเข้า จึงเข้าไปตีสน๊อกจนบาดเจ็บ แล้วก็ออกไป เพื่อนๆจึงช่วยแบกสน๊อกไปพักผ่อนบนเตียง ฮาร์ดี้เห็นดังนั้น เค้าโมโหมาก เข้าไปผลักแฟรงค์ถึงในห้องทำงาน แล้วทำร้ายร่างกายแฟรงค์ แล้วฮาร์ดี้ก็หนีไป

เช้าวันต่อมา ฮอลรักษาอาการบาดเจ็บให้สน๊อก ซึ่งพบว่าบาดเจ็บไม่มาก รัสตี้จึงเข้าไปหาเรื่องแฟรงค์ เพราะแฟรงค์ไปฟ้องผู้อำนวยการโรงเรียนเรื่องที่ถูกฮาร์ดี้ทำร้ายร่างกาย แต่รัสตี้บอกว่า พวกเค้าเป็นแค่เด็ก ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนั้น เมื่อรัสตี้ออกจากห้อง พวกเด็กๆจึงมาบอกว่า ฮาร์ดี้หนีไปไหน รัสตี้จึงไปพบฮาร์ดี้และบอกว่า เค้าเองก็เป็นเด็กกำพร้า และเข้าใจความรู้สึกที่ฮาร์ดี้สูญเสียพ่อไปต่อหน้า เพราะเค้าเองก็สูญเสียพี่ชายไปต่อหน้าตอนช่วงสงครามเช่นกัน เพื่อนๆจึงมาช่วยปลอบฮาร์ดี้ ฮาร์ดี้จึงกลับโรงเรียน

เวลาผ่านไปไม่นาน ทางสมาคมอเมริกันฟุตบอลฟ้องโรงเรียนเด็กกำพร้า ในข้อหาที่ส่งเด็กอายุเกินกำหนดมาลงแข่ง ซึ่งนายกสมาคมแจ้งว่า ฮาร์ดี้อายุเกินกำหนด รัสตี้และฮาร์ดี้จึงเข้าพบนายกสมาคม ซึ่งเรื่องนี้ ผู้คนให้ความสนใจเป็นวงกว้าง  นายกสมาคมโชวืใบเกิดของฮาร์ดี้เป็นหลักฐาน แต่ฮาร์ดี้บอกว่า นี่เป็นใบเกิดของพี่ชายเค้า ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทันใดนั้น ทนายความคนหนึ่งนำใบเกิดจริงของฮาร์ดี้มายื่น แต่นายกสมาคมจะตัดสินให้โรงเรียนเด็กกำพร้าถูกตัดสิทธิ์ เพราะเค้าได้รวมหัวกับโค้ชโรงเรียนโปลิเทคแล้ว แต่ประธานาธิบดีโทรมา แล้วบอกให้นายกสมาคมตัดสินอย่างเป็นธรรม นายกสมาคมจึงตัดสิน ให้โรงเรียนเด็กกำพร้ามีสิทธิ์ลงแข่งรอบชิงชนะเลิศ

เมื่อถึงวันแข่งรอบชิง เด็กทั้ง 12 คนเดินทางไปยังสนามแข่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนอย่างล้นหลาม การแข่งขันครึ่งแรก ทีมโรงเรียนเด็กกำพร้าโดนนำไป 7-0 เมื่อถึงเวลาพักครึ่ง เด็กๆต่างโมโหฟอร์มการเล่นของตนเอง ที่ไม่สามารถทำอะไรคู่แข่งได้เลย ฮาร์ดี้ที่นั่งเงียบอยู่ จึงตะโกนปลุกใจเพื่อนร่วมทีม ทุกคนจึงออกไปเล่นครึ่งหลังด้วยความฮึกเหิม ครึ่งหลัง ทีมโรงเรียนเด็กกำพร้าสามารถทำคะแนนตามมาได้ 6 แต้ม เมื่อถึงนาทีสุดท้าย รัสตี้บอกให้เด็กๆเล่นแผนการอะไรก็ได้ เด็กๆจึงตัดสินใจเล่นแผนการที่พวกตนคิดขึ้นมา ทั้งหมดหลอกล่อคู่แข่ง แล้วส่งลูกบอลให้ฮาร์ดี้ ฮาร์ดี้วิ่งสุดความสามารถ แต่เค้าก็ถูกคู่แข่งกระแทก จนล้มลง กรรมการจึงมาแยกทั้งหมด ซึ่งถ้าฮาร์ดี้ทำคะแนนได้ ทีมโรงเรียนเด็กกำพร้าจะชนะทันที ปรากฏว่า ฮาร์ดี้ทำคะแนนไม่ได้ ทีมคู่แข่งจึงชนะไป

หลังแข่งขันเสร็จ ทีมโรงเรียนเด็กกำพร้ากลับมาที่โรงเรียน เมื่อเปิดประตูเข้ามา ทั้งหมดตื้นตันใจอย่างมาก ที่เพื่อนๆรต้อนรับพวกเค้าอยู่

เช้าวันต่อมา เด็กๆในโรงเรียนเด็กกำพร้าจึงถ่ายรูปร่วมกัน

ความรู้สึกหลังรับชม

-หนังสร้างจากเรื่องจริง ทำได้สมจริงมากครับ ได้รับแรงบันดาลใจที่ดีอีกด้วย

-ชอบฉากการแข่งขันกีฬามากครับ ทำได้สมจริงดี

ใครชอบหนังประวัติศาสตร์ แนวกีฬา สร้างจากเรื่องจริง แนะนำเรื่องนี้ครับ ได้แง่คิดที่ดีอีกด้วย

รับบทความก่อนใคร เพียงกรอกอีเมล์ด้านล่างนี้

ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบ ก่อนแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง
เกี่ยวกับผู้เขียน
บทความล่าสุด